วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท


พระประวัติ
สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ประสูตเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2286 มีพระนามเดิมว่า “บุญมี” ขณะนั้นพระบิดายังคงเป็นพระพินิจอักษร (ทองดี) พระชนนีมีพระนามว่า “ดาวเรือง” หรือ “หยก” พระบรมเชษฐาธิราช คือ หลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) ซึ่งต่อมาเสด็จขึ้นครองราชเป็นพระบาทสมเด็จพรุพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
เมื่อบุญมาอายุ 16 ปี บิดาได้นำไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระเอกทัศ ได้เลื่อนเป็น “นายสุจินดา” ใน พ.ศ. 2306 ต่อมาใน พ.ศ. 2310 เมื่อกรุงศรีอยุทธยาถูกพม่าโจมตีใกล้จะเสียทีแก่พม่าแล้ว นายสุจินดากับเพื่อนอิก 3 คนได้พากันออกจากกำแพงพระนคร ลงเรือตอนพลบค่ำพายไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา จุดหมายปลายทางคือ ต้องการไปหาหลวงยกกระบัตร ที่เมืองราชบุรี
ตำแหน่งการรับราชการของสมเด็พระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท เริ่มจาก นายสุจินดา พระมหามนตรี พระยาอนุชิตราชา พระยายมราขช เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณวาธิราช  และทรงได้รับการสถาปณาเป็นสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทในรัชกาลที่ 1
สมเด็พระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท  สวรรคตเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2346 พระชนมายุ 60 พรรษา สาเหตุจากทรงพระประชวรเป็นโรคนิ่ว มีอาการรุนแรงมาก ในคร้งที่ไปรบกับพม่า

พระวีรกรรม
                ในรัชสัมยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สมเด็พระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงทำการรบถึง 16 ครั้ง ส่วนมากเป็นการรบกับพม่า การรบครั้งสำคัญได้แก่ การตีค่ายพม่าที่โพธิ์สามต้น พ.ศ. 2310 ร่วมกับพระยาตากสิน ขับไล่พม่าออกจากภาคกลางของไทยได้ทั้งหมด และครั้งสุดท้ายเสด็จไปปราบจราจลในกรุงกัมพูชาใน พ.ศ. 2323 ร่วมกับสมเด็จพระยาพระมหากบัตริย์ศึกและเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ ลุกเธอองค์ใหญ่
                ต่อมาสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนานว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ตั้งกรุงเทพมหานครเป็นราชธานี เมื่อ พ.ศ. 2325 ได้สถาปนาเจ้าพระยาสุรสิงห์พิษณวาธราช ขึ้นเป็นสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
                ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ต้องทรงรับหน้าที่ขุนพลเอกให้แก่พระบรมเชษฐาธิราชแต่ลำพังพระองค์เดียว นับเป็นพระราชภาระที่หนักมาก ทรงเป็นแม่ทับไปรบรบร่วม 8 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นการรบกับพม่า
                การรบครั้งสำคัญที่สุดที่กล่าวขานมาจนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงพระปีชาสามารถในการทหารและยุทวิธี คือ สงครามเก้าทัพ พ.ศ. 2328 พระเจ้าปดุงแห่งพม่าขึ้นครองราชได้ 3 ปีได้ยกกองทัพบก เรือ ถึง 9 กองทัพเข้าสู่ประเทศไทยถึง 5 ทาง ทางที่สำคัญคือเข้าทางด่านเจดีย์ 3 องค์ ถึง 5 กองทัพ มีกำลังคนถึง  89000 คน สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงรับหน้าที่เป็นแม่ทัพเสด็จออกยับยั้งกองทัพพม่าไม่ให้ลาวงล้ำเข้ามา สามรถเผด็จศึกได้ในระยะเวลาอันสั้น ด้วยกำลังทหารเพียง 30000 คนเท่านั้น เป็นที่น่าภาคภูมิใจของคนไทยและยุทวิธีในการรบครั้งนี้ได้จัดไว้นเป็นบทเรียนสำคัญในสถาบันการศึกษาชั้นสูงของกองทัพไทยในปัจจุบัน
                เป็นระยะเวลา 35 ปีที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงรับราชการได้ทำสงครามถึง 24 ครั้ง ผลการทำสงครามทำให้ประเทศไทยในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีอาณาเขตกว้างไกลกว่าสมัยใดๆ


ที่มา:สุทธิลักษณ์  อำพันวงศ์.คนเด่นในอดีต.สำนักพิมพ์สุวีริยาสาส์น,2543

พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน

        

         พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน มีพระนามเดิมว่า “พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร  ประสูติเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๔  ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ 35 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์เดียวในเจ้าจอมมารดาวาด 
เมื่อทรงพระเยาว์ทรงศึกษาหนังสือชั้นต้นที่โรงเรียนสวนกุหลาบ โดยพระยาโอวาทวรกิจ (แก่น) เป็นอาจารย์ใหญ่ จากนั้นสมเด็จพระบรมชนกนาถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯส่งไปศึกษา ณ โรงเรียนแฮร์โรว์ ประเทศอังกฤษ จบแล้วเข้าศึกษาต่อใน ตรินนิตี้คอลเลจ แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐และทรงศึกษาวิชาทหารช่างที่ซัมแทม จนสำเร็จได้รับยศเป็นนายร้อยตรีทหารช่างในปี พ.ศ. ๒๔๔๗  รวมระยะเวลาศึกษาในต่างประเทศคือประเทศฝรั่งเศสและประเทศอังกฤษเป็นเวลา ๑๐ ปี
เมื่อเสด็จกลับไทยทรงรับราชการครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ ได้รับพระราชทานยศนายพันตรี ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้รับแต่งตั้งให้มีพระอิสริยยศเป็น “พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นกำแพงเพชรอัครโยธิน” และมีพระอิสริยะศักดิ์เป็น “นายพลตรี ราชองครักษ์” ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลละเป็นจเรการช่างทหารบก
ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร”มาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๓๗ เสด็จขึ้นครองราชย์สืบต่อมา ทรงพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นกำแพงเพชรอัครโยธิน ได้รับราชการสืบต่อมา  และได้มีประกาศเกี่ยวกับการใช้คำนำหน้าพระนามพระบรมวงศานุวงศ์ในรัชกาลที่ ๖ ตามประกาศในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๔ จึงทรงเปลี่ยนคำนำหน้าพระนามเป็น “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นกำแพงเพชรอัครโยธิน” และได้เลื่อนเป็นนายพลโทราชองครักษ์ ตำแหน่งแม่ทัพน้อย  ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ เลื่อนเป็น “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนกำแพงเพชรอัครโยธิน” ได้ทรงบัญชาการกรมรถไฟหลวงพระองค์แรก(พ.ศ. ๒๔๖๐) และเลื่อนเป็นนายพลเอกทหารบก เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๒ และเลื่อนพระอิสริยยศเป็น “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน” ในปี พ.ศ. ๒๔๖๕
ในสมัยรัชกาลที่ ๗ ได้ดำรงตำแหน่ง “เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม” เป็นพระองค์แรกในปี พ.ศ.๒๔๖๙ จากนั้นทรงได้รับแต่งตั้งเป็น “อภิรัฐมนตรี” ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินชั้นสูง ในรัชกาลที่ ๗ เลื่อนเป็น “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน” ในปี พ.ศ.๒๔๗๒
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงปฏิรูปการปกครอง การบริหารราชการทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น รวมทั้งปฏิรูประบบกฎหมายและการศาล สำหรับการสาธารณูปโภคนั้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย เช่น การตั้งธนาคารการไฟฟ้า การไปรษณีย์โทรเลข การโทรศัพท์ เป็นต้น ในด้านการคมนาคมนอกจากการสร้างถนนและขุดครองเพิ่มเติมแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๔๓๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการสำรวจพื้นที่เพื่อสร้างทางรถไฟ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ โดยวางเส้นทางให้ผ่านแหล่งสำคัญๆแถบกลางประเทศแล้วตัดแยกไปสู่เมืองสำคัญอันเป็นศูนย์การค้า เช่น นครราชสีมา เป็นต้น การสำรวจเสร็จสิ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๔
จากนั้นในวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๔ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปขุดดินก่อพระฤกษ์ เริ่มสร้างทางรถไฟสาย นครราชสีมา นับเป็น “ทางรถไฟหลวงสายแรก” ของไทย ครั้นถึงวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จไปทรงเปิดการเดินรถไฟหลวงสาย กรุงเทพฯ – นครราชสีมา เป็นปฐมฤกษ์
สำหรับ “รถไฟราษฎร์” สายแรกคือ สายกรุงเทพฯ – ปากน้ำ ดำเนินงานโดยชาวเดนมาร์กคณะหนึ่ง เมเปิดบริหารเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๖ ระยะทางประมาณ ๒๕ กิโลเมตร
ในระยะแรกการกิจการรถไฟต้องอาศัยชาวต่างชาติเป็นผู้บัญชาการและอำนวยการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๙ – ๒๔๖๐ รวมเป็นระยะประมาณ ๒๑ ปี ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อไทยประกาศสงครามเข้าร่วมกับพันธมิตรในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๐ ทำให้ตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลงว่างลง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้รวมกรมรถไฟเหนือกับกรมรถไฟใต้ที่มีมาแต่เดิมเข้าเป็น “กรมรถไฟหลวง” เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๐ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนกำแพงเพชรอัครโยธิน” (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ดำรงตำแหน่ง “ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง” นับเป็นคนไทพระองค์แรกที่ดำรงตำแหน่งสำคัญนี้
เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งแล้วพระองค์ทรงปฏิรูปกิจการรถไฟใหม่หลายประการ เช่น รวมกรมรถไฟเหนือกับกรมรถไฟใต้เข้าด้วยกัน จัดส่งนักเรียนไทยไปศึกษาวิชาการช่างในต่างประเทศโดยทุนการรถไฟหลวงติดต่อกันถึง ๗๓ คน ดำเนินการให้มีการออกพระราชบัญญัติ จัดการวางระเบียบการรถไฟ โดยให้กิจการรถไฟเอกชนที่ได้สัมปทาน เช่น สายแม่กลอง(จังหวัดสมุทรสงคราม) สายปากน้ำ(จังหวัดสมุทรปราการ) มาขึ้นกับกรมรถไฟหลวงเป็นที่เรียบร้อยเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๔
นอกจากนี้ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้มีการขยายกิจการรถไฟอีกหลายสาย เช่น สายตะวันออก สร้างต่อจากแปดริ้ว(จังหวัดฉะเชิงเทรา) ไปจดอรัญประเทศ(ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดสระแก้ว)เปิดเดินรถไฟจากกรุงเทพฯ ถึงสถานีอรัญประเทศ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙
สายเหนือจากสถานีกรุงเทพฯ ถึงสถานีเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.๒๔๖๕โดยเจาะอุโมงค์ขุนตาลที่จังหวัดลำปาง
สายตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน) จากสถานีกรุงเทพฯ ถึงจังหวัดอุบลราชธานี ในปีพ.ศ. ๒๔๖๘ และมีทางแยกไปจังหวัดขอนแก่น
สายใต้จากสถานีบางกอกน้อย ถึงสถานีปาดังเบซา จังหวัดนราธิวาส ในปีพ.ศ. ๒๔๖๔
สำหรับสถานีหัวลำโพง กรุงเทพฯ ซึ่งสร้างขึ้นใหม่มีพิธีเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๙ และในรัชกาลที่ ๖ นี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ เพื่อเชื่อมทางรถไฟสายใต้กับสายเหนือเข้ารวมกัน
พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวงพระองค์แรก ทรงบริหารกิจการกรมรถไฟหลวงด้วยความวิริยะอุตสาหะ ทรงปรับปรุงกิจการรถไฟให้เจริญก้าวหน้ามีความมั่นคงทัดเทียมกับอารยประเทศ สมกับพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และ ๖ ทรงวางรากฐานไว้จนทรงได้รับพระสมัญญาเป็น “พระบิดาแห่งการรถไฟไทย” และได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ของพระองค์ประดิษฐาน ณ หน้าตึกที่ว่าการรถไฟ สะพานนพวงศ์ยศเส เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน สิ้นพระชนม์ในสมัยรัชกาลที่ ๘ เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๙พระชันษา ๕๕ ปี ทรงเป็นต้นสกุล “ฉัตรชัย” ทรงอภิเษกสมรสในปี พ.ศ. ๒๔๔๘ กับพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าประภาวสิทธิ์นฤมล  มีโอรส ธิดา รวม ๔ พระองค์


อ้างอิง : ธนากิต.  วีรบุรุษ วีรสตรี และบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย.  กรุงเทพฯ : ปิรามิด, 2554